My way
ผมจบนอก
ผมจบวัดม่วงค่อม
ผมเรียนม.1 ถึง ม.6 จากโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย
ผมเอ็นท์ติดธรรมศาสาตร์
ผมจบคณะวารสารศาตร์และสื่อสารมวลชน เอกวิทยุโทรทัศน์
ทำไมผมมาสอนภาษาอังกฤษ ควบคู่กับการเขียนคอลัมน์ให้กับนิตยสารฉบับหนึ่ง แต่เป็นคอลัมน์ที่ต้องใช้ความรู้ภาษาอังกฤษอย่างมาก
ทำไมผมกลับเลือกมาทำงานกับอดีตนายกรัฐมนตรี
และทำไมผมถึงกำลังคิดเขียนแฉนักศึกษามหา(ประ)ลัย
ไหนบอกตอนแรกจะพิมพ์กับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง ใช่ครับผม ผมเข้าไปเซ็นต์สัญญากับสำนักพิมพ์แล้ว แต่อีกอาทิตย์ถัดมา ก็มีการฉีกสัญญากับสำนักพิมพ์นั้น ก่อนที่สำนักพิมพ์นั้นจะถูกสันติบานจับ อันนี้ผมไม่ขอพูดถึงรายละเอียดนะครับผม
ที่ผ่านมา สำนักพิมพ์หนึ่งให้ค่าลิขสิทธิ์ผม ไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ได้พิมพ์หนังสือให้ผมสองสามครั้งกับงานเขียนสองเล่ม
เล่มที่สาม ผมได้มีโอกาสเขียนกับนักเขียนนักอยากเขียนคนอื่นๆ เขียนฟรีครับ เล่มที่สาม ผมถือว่า ไม่ใช่ผลงานเต็มๆ ของผม ผมเลยไม่นับว่าเป็นผลงาน
มาเล่มล่าสุดที่เพิ่งฉีกสัญญากันไป ก็จบ
ตอนนี้ผมกำลังตั้งหน้าสอนภาษาอังกฤษอย่างทุ่มเท ปีหน้า 2550 เดือนกุมภา ผมจะมีที่สอนเป็นของตนเอง ผมคิดว่า หากผมทุ่มเทเหมือนเดิมและมากกว่าเดิม ผมจะมีเงินเพิ่มกว่าเดิม และผมก็จะพิมพ์หนังสือของผมเอง ผมจะไม่ง้อสำนักพิมพ์ไหนๆอีกแล้ว เพราะที่ผ่านมา หลังจากที่ผมเจอการผิดคำพูด การไม่ยอมทำตามคำพูดของสำนักพิมพ์ล่าสุด ผมก็เริ่มเข้าใจและรู้มากขึ้นว่า ตราบใดที่เราไม่ทำสำนักพิมพ์เอง ผมก็จะไม่มีโอกาสได้ผลิตงานดีๆ อย่างที่ควรจะทำและควรจะเป็น
แต่ผมก็ตระหนักดีว่า การจะทำอะไรก็ต้องมีอุปสรรค แม้แต่เรื่องงานสอน ใครจะไปรู้ว่า ในอนาคต ผมจะเจออะไรอีก หลังจากที่ผมสอนกับสถาบันนั้นๆมา ก็เจอสารพัดปัญหา
ผมรับไม่ได้กับสถาบันที่หน้าไหว้หลังหลอก รวมทั้งปัญหาการเอาเด็กที่ไม่มีคุณภาพหรือคนคุณภาพจริงๆมาสอนหลอกเด็กไปวันๆ ทำให้ผมได้รู้ว่า วงการกวดวิชาและสอนภาษาเข้ามหาวิทยาลัยและเข้ามอสี่เตรียมอุดม มันมีอะไรที่น่าสนใจกับการเขียนหนังสือจริงๆ ผมไม่รีบที่จะเขียนครับ เล่มนี้ ตอนนี้เขียนได้ 30ตอนเล้ว เงินพร้อมเมื่อไร ผมลุยเลย เพียงแต่ตอนนี้ผมไม่อยากเอาเงินที่มีอยู่มาลงทุน หากจะทำอะไรนับจากนี้ผมควรจะเรื่มต้นเก็บใหม่ เพื่อจะได้มีกำลังใจเป้าหมาย ผมไม่อยากเอาเงินที่มีอยู่เดิม มาทำอะไรที่อยากทำ มันง่ายไป
ล่าสุด ผมออกเพิ่งบอกกับสถาบันบนชั้นสองสยามว่า ผมจะไม่สอนกับเขาแล้วนะ ในเทอมหน้า เพราะยังไงใบปลิวก็ไม่ลงให้ผม เจ้าหน้าที่ข้างล่าง ที่คอยรับสมัครเด็กนักเรียนนักศึกษาที่มาเรียน ก็คอยทำไม่ดีกับผม เช่น พอเด็กมาสมัครเรียนคอร์สผม เขาก็จะแกล้งบอกกับเด็กไปว่า ไม่มีคอร์สผม ทำให้เด็กเข้าใจผิดว่าผมไม่สอนแล้ว คนที่รู้ดีว่ามีคนแบบนี้อยู่ในโลกก็จะบอกว่า มันร้าย คนที่ทำเป็นใสซื่อก็จะถามว่า ผมไปทำอะไรให้เขาหรือเปล่า
ผมก็เลยบอกไปตามจริงว่า ผมแค่ยกมือไหว้เขาทุกครั้งที่เจอ และบางครั้งก็หมั่นซื้อขนมของฝากไปให้เขา แต่เขาก็ทำกับผมได้ลง
เทอมหน้า พย ถึง มกราคม ผมจะไม่สอบกับสถาบันนี้ รอไว้สอนกับที่ตึกใหม่ ปี 51 กุมภาไปเลย แต่ผมก็มีงานสอนกลุ่มย่อยครับผม ยังพอได้เก็บเงินสักก้อน
ระหว่างนี้ผมก็ทำงานประจำเหมือนเดิม และเขียนคอลัมน์ต่อไป
มีโทรติดต่อสำนักพิมพ์บ้าง
มีอยู่สองสำนักพิมพ์ครับที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟัง
สำนักพิมพ์แรกก็ทำท่าจะสนใจในตัวผม สนใจเรื่องที่ผมมีอยู่ คุยไปคุยมาก็บอกผมว่า เขารู้จักกับสำนักพิมพ์ที่พิมพ์หนังสือสองเล่มแรกให้กับผมที่ขายดิบขายดี เขาก็ถามผมว่าทำไมผมไม่กลับไปทำกับที่เดิม ผมก็บอกว่า ผมอยากได้ประสบการณ์ใหม่ๆอยากพิมพ์กับที่ใหม่ๆ ผมไม่อยากพูดมากไปกว่านี้เพราะเขารู้จักกัน
เขาก็เลยบอกว่าเขาสนใจที่จะพิมพ์หนังสือให้ผม แต่....
จะให้สิบเปอร์เซ็นต์ จากยอดขาย ไม่ใช่จากยอดพิมพ์เหมือนกับบางที่
และก็จะทะยอยจ่ายเป็นเดือนๆ ไม่ได้ให้เป็นก้อนอะไรมากมาย
วันรุ่งขึ้น เขาคงไปคิดและปรึกษากับทีมงาน และโทรมาบอกผมว่า ...ไม่อาจจะพิมพ์งานให้ผมได้ เพราะว่า เดี๋ยวสำนักพิมพ์เดิมจะว่าเอา เพราะ เขารู้จักกัน
ผมก็ยืนยันจัดยืนว่า ผมจะไม่กลับไปพิมพ์กับสำนักพิมพ์ที่เคยพิมพ์สองเล่มแรกให้ผม เขาก็บอกว่า ให้ส่งไปให้สำนักพิมพ์นั้นเหอะ เพราะแนวแฉๆ สนุกๆ เขาคงต้องการ และงานหนังสือแห่งชาติก็ใกล้เข้ามา
ผมก็บอกไปว่า ไม่เอาหรอก
ในใจผมคิดแค่ว่า เหตุที่ผมไม่อยากส่งไปให้สำนักพิมพ์เดิมก็เพราะว่า..................
ผมกลัวการปฏิเสธ แม้ว่า เรื่องแฉนักศึกษามหา(ประ) ลัย เนื้อหาจะเหมาะกับที่นั่น แต่ผมก็กลัวการปฏิเสธ หากเสนอให้สำนักพิมพ์ใหม่ แล้วถูกปฏิเสธ ยังรู้สึกแย่ก็แย่ไปเลย แต่หากสำนักพิมพ์ที่เคยพิมพ์ให้กันแล้วมาปฏิเสธงานผม ผมก็จะรู้สึกแย่ยิ่งกว่า
เพราะผมเคยเสนองานเขียนไปให้สำนักพิมพ์นี้ แต่เป็นแนวภาษาอังกฤษ ก็ได้รับการปฏิเสธ เงียบหายกันไป
ปีแล้วปีเล่า
ผมก็เลยคิดว่า งานบางแนว เขาอาจจะไม่สนใจได้ หากเขียนไปอีกแนวที่เขาไม่สนใจ
ล่าสุดสำนักพิมพ์ที่ดังและมีมานาน
ผมโทรไปหาเขา เขาทำทีท่าสนใจแนวและเรื่องราวของผม มากๆๆๆๆๆบอกได้เลยว่ามากที่สุด จนทำให้ผมรู้สึกว่า ผมชักมีความหวัง
คนคนนี้เป็นให้ในสำนักพิมพ์นั้นก็ไม่รู้ เขาให้เบอร์อีเมลผม ผมก็ส่งงานไปให้ดูคร่าวๆ และเขาก็ขอให้ผมส่งแนวความคิดการเขียนที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นงานภาษา ไอเดียการเขียนเกี่ยวกับภาษา การกวดเข้ามหาวิทยาลัย เฉลยข้อสอบ
เขาก็อิเมลตอบกลับมา แต่เวรกรรม มันอ่านไม่ออก เป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้ ซวยมาก
ผมก็เลยอิเมลตอบไปว่า ช่วยอิเมลมาหาผมใหม่ได้ไหม
เขาก็อิเมลมาสั้นๆ ทำนองว่า กำลังยุ่ง เอาไว้จะอิเมลไปหาใหม่
แล้วเขาก็ไม่อิเมลมาอีก
ผมว่า ต่อไปนี้ผมอาจจะไม่ง้อสำนักพิมพ์พวกนี้แล้ว ผมยอมรับว่าผมรู้สึกไม่ดีกับประสบการณ์แบบนี้ ผมเป็นคนมีสัจจะ
หากรับปากว่าจะทำก็ต้องทำ
ผมเข้าใจดี ว่าผมไม่ได้เป็นนักเขียนโด่งดัง ไม่ได้เขียนเก่ง ไม่มีชื่อเสียง
ผมเลยกลับมาทบทวน
ทำไมไม่มุ่งหน้าสอน ๆๆๆ เก็บเงินๆๆๆ และทำหนังสือเอง
เพื่อนผมบางคน จ้างโรงพิมพ์เอง
ฝากขายกับศูนย์หนังสือจุฬา รวยเละ
ทำไมผมจะทำไม่ได้